Yuri Norstein’s intervew in Kino Art about ‘Winter Days’ – [part 1]

ในปี 2004 Kino Art นิตยสารรัสเซียได้ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ของผู้กำกับ Yuri Norstein ที่เป็น 1 ใน 36 ศิลปินที่ร่วมในการสร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง ‘Winter Days’ เมื่อปี 2003 (สัมภาษณ์โดย Tatyana Iensen) ซึ่งตัวผู้เขียนเองได้มีโอกาสอ่านบทความนี้แบบคร่าวๆเมื่อตอนทำ Thesis ตัวจบอยู่ แต่วันนี้บังเอิญได้มาอ่านอีกครั้งจึงคิดอยากจะนำมาแปลเป็นภาษาไทยเพื่อให้ตัวเองได้ตั้งใจอ่านอย่างละเอียดและเชื่อว่าบทสัมภาษณ์นี้น่าจะเป็นแรงบันดาลใจที่ดีให้กับคนที่ทำงานศิลปะด้านนี้ด้วยเช่นกันค่ะ

การอ่านบทสัมภาษณ์นี้จะสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของ Yuri Norstein ที่มีต่องาน ‘Winter Days’ และต่อการทำงาน animation เราจะได้เห็นความคิดของเขา และความรู้สึกยังไม่พอใจกับงาน ด้วยความที่เขาให้รู้สึกและให้ความสำคัญกับพลังของบทกวีจาก Basho อย่างละเอียดอ่อนจริงๆ ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้จินตนาการตามความคิดของเขาไปด้วยกันค่ะ


Chikusai in Winter Days by Yuri Norstein

Winter Days (冬の日 Fuyu no Hi ) เป็นหนังอนิเมชั่นญี่ปุ่นปี 2003 ที่กำกับโดย Kihachiro Kawamoto
สร้างจากหนึ่งในบทกวี Renku (การเขียนกลอนต่อกันแบบกลุ่ม) ปี 1684 ของ Basho นักกวีญี่ปุ่นสมัยศตวรรษที่ 17

การสร้างหนังเรื่องนี้ทำไปในรูปแบบเดียวกับวิธีการสร้างสรรค์งานร่วมกันแบบดั้งเดิมของบทกวีที่เป็นตัวตั้งต้นของงาน การออกแบบภาพสำหรับทั้ง 36 บทกวีนั้นถูกสร้างขึ้นมาอย่างอิสระโดยนักทำภาพยนตร์อนิเมชั่นทั้งหมด 35 คน นองจากจะมีนักทำภาพยนตร์อนิเมชั่นชาวญี่ปุ่นเองหลายคนแล้ว Kawamoto ยังเชิญนักทำภาพยนตร์อนิเมชั่นชื่อดังจากทั่วโลกมาร่วมด้วยอีกมากมาย นักทำภาพยนตร์อนิเมชั่นแต่ละคนถูกขอให้สร้างสรรค์งานเพื่อประกอบบทกวีของตัวเองได้รับโดยมีความยาวไม่เกิน 30 วินาที (ในส่วนของ Yuri Norstein เองมีความยาวประมาณเกือบ 2 นาที)

ภาพยนตร์อนิเมชั่นที่ออกมามีความยาวทั้งหมด 40 นาที พร้อมด้วยสารคดีเบื้องหลังการทำงานยาว 1 ชั่วโมง ที่รวบรวมการสัมภาษณ์นักทำอนิเมชั่นเอาไว้ ‘Winter Days’ ได้รับรางวัล the Grand Prize of the Japan Media Arts Festival ในปี 2003

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Winter_Days


Yuri Norstein & Francesca Yarbusova; Japan, 1996

Yuri Norstein (Yuriy Norshteyn) เป็นผู้กำกับหนังอนิเมชั่นที่มีชื่อเสียงที่สุดในรัสเซียคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ โดยมี Francesca Yarbusova ที่เป็นทั้งภรรยาและผู้ร่วมงานออกแบบฝ่ายศิลป์ทั้งหมดให้กับหนังของเขา (Yuri กำกับ, animate, และเขียนบท) โดยส่วนตัวแล้วชอบมากที่ได้เห็นคู่รักทำงานศิลปะด้วยกัน แหะๆ

ตัวผู้เขียนได้เริ่มรู้จักกับ Yuri Norstein ครั้งแรกผ่านเจ้าเม่นน้อย Hedgehog in the fog ใน youtube

โดยฉากที่แทบหยุดหายใจคือฉากหมอก และฉากเงาสะท้อนในน้ำที่สะท้อนเนียนมาก
Hedgehog in the fog เป็นอนิเมชั่นในปี 1975 ในยุคนั้นยังไม่มีโปรแกรมช่วยเหลือในการตัดต่อมากนักเท่าปัจจุบันนี้ แต่งานนี้มีความละเอียดอ่อน ซับซ้อนและดูลึกลับมาก ทั้งยังมีเสน่ห์เหมือนบทกวี สำหรับตัวผู้เขียนแล้วนี่มันมากกว่าจะเป็นแค่อนิเมชั่นสำหรับเด็กเสียอีก (มีตีพิมพ์ออกมาเป็นนิทานสำหรับเด็กด้วยค่ะ ภาพสวยมากๆ)

แถม Yuri Norstein กับปู่ Hayao Miyazaki ยังต่างชอบงานของกันและกันถึงขึ้นมี interview แลกเปลี่ยนความคิดกันผ่านการพูดถึง Ghibli Museum ด้วย (ภาษาญี่ปุ่นก็ฟังไม่ออกอีก ได้แต่อ่านแปลภาษารัสเซียที่เค้ามีให้แต่ก็ดีนะคะ แนะนำให้ลองดูค่ะ) https://www.youtube.com/watch?v=VO6_LBYWgU4

Continue reading

Tagged , ,

Björk ‘Biophilia Live’ Screening in Bangkok [A short note]

แม้ “When Björk Met David Attenborough” จะเป็นสารคดีที่หาดูได้ใน youtube แต่การที่เราได้มาร่วมดูกับผู้คนหลากหลายที่สนใจในสิ่งเดียวกัน กับภาพที่ใหญ่กว่าขนาดจอคอมก็ทำให้พลังของธรรมชาติถ่ายทอดมาถึงเราได้เต็มๆกว่าเยอะเลย (ถึงแม้จะจัดอยู่ใจกลางป่าคอนกรีตอย่างสยามก็ตาม!)

Concept ภายใต้ Biophilia เป็นอะไรที่น่าสนใจมาก [เพราะมัน link กับสิ่งที่เราสนใจและ link กับกระบวนการทำเพลงของพี่จั๊กตอนคอนเสิร์ต PC0832/676 ด้วย] มันคือการนำเรื่องของ ธรรมชาติ มาพูดผ่าน ดนตรี โดยใช้ เทคโนโลยี เข้ามาช่วยอย่างลงตัว ด้วยความที่ Björk เติบโตในประเทศที่ใกล้ชิดธรรมชาติมากอย่าง Iceland เธอจึงรู้สึกว่าธรรมชาติเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก การเดินทางจากบ้านไป-กลับโรงเรียนในทุกวันทุกสภาพอากาศเป็นเวลา 40 นาทีทำให้เธอต้องหาอะไรทำ และสิ่งที่ง่ายที่สุดก็คือ การร้องเพลง Björk เล่าว่าเธอมักจะทำเพลงโดยใช้แรงบันดาลใจจากความรู้สึกในวัยเด็กนั้นที่ร้องเพลงท่ามกลางธรรมชาติโอบล้อมด้วย เธอยังสนใจในเรื่องของ sound กับ ธรรมชาติ อีกด้วย

.

Björk นำเอาศาสตร์ของ ART กับ SCIENCE มาผสมกันในแบบของเธอเอง เธอลงลึกกลับไปสู่ธรรมชาติ และใช้ดนตรีของเธอเชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับธรรมชาติอีกครั้ง หลังจากสั่งสมประสบการณ์ทางดนตรีมา 20 ปีที่แหวกมาแล้วหลายแนวหลายขนบ Björk ก็ได้ทำโปรเจคที่ใหญ่มากพอๆกับ Concept ของ Biophilia เอง Biophilia ที่กว้างใหญ่ตั้งแต่จักรวาลจนถึงโลกโมเลกุลเล็กๆภายในร่างกายเรา โดยมีการร่วมงานกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางต่างๆ(ที่เรียกว่ามือหนึ่งของแต่ละสาขาเลยทีเดียว)เพื่อสร้างสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนและลงลึกแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับ concept ด้วย

.
เริ่มแรกเลยคือ David Attenborough นักทำสารคดีธรรมชาติของ BCC ที่อยู่ในสารคดีชุดนี้ เค้าช่วยทำให้เราเข้าใจความเป็นธรรมชาติในดนตรี ซึ่ง Björk ก็นำเอาโครงสร้างในธรรมชาติมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการคิดโครงสร้างดนตรีด้วย เช่นเพลง Crystalline ที่เธอแปลงจังหวะการสร้างตัวของ คริสตัล มาเป็นจังหวะดนตรีที่เป็นมีการเปลี่ยนจังหวะเร็ว-ช้าไปจนสู่ความสมมาตร เหมือนคริสตัลที่เริ่มแรกจะ form ตัวแบบ organic แต่ท้ายสุดออกมาเป็นทรงเหมือน เรขาคณิต ที่แตกต่างจากรูปแบบในธรรมชาติทัั่วไป เป็นต้น

.

Björk เรียนดนตรีคลาสสิคด้วยบทเรียนจากทางยุโรปและเรียนโน็ตเพลงจากเยอรมัน แต่เธอกลับรู้สึกว่าเธออยากเรียนดนตรีที่มีความเป็น Iceland บ้านเกิดของเธอเองมากกว่า ในโปรเจคนี้ Björk ต้องการหาวิธีที่มนุษย์สามารถ interact กับ ดนตรีโดยใช้แค่พื้นฐานของสัญชาตญาณได้ ซึ่งก็คือการตอบสนองต่อธรรมชาติและการเรียนรู้ผ่านธรรมชาติ เป็นดนตรีที่มีพื้นฐานมาจากธรรมชาติ

.

เธอได้ร่วมงานกับ programmer และนักทำ sound ระดับโลก สร้าง application ที่สามารถสร้างเสียงดนตรีโดยการใช้ความเข้าใจเรื่องธรรมชาติ เช่นการนำชั้นหินมากสร้างเป็น visual แทนเปียโนแล้วใช้แรงตึงระหว่างชั้นหินสร้างเสียงที่ต่างออกไป ใช้ดวงจันทร์เหมือนเหมือน มุข ที่ล้อมรอบคริสตัล สร้างเสียงและจังหวะ loop ใหม่ๆ เป็นต้น โดย app นี้ผู้เล่นสามารถเล่นเพลงใน Biophilia หรือสร้างเพลงของตัวเองก็ได้ เรายังสามารถเรียนรู้และเข้าใจเรื่องดนตรียากๆอย่าง Arpeggio ผ่านความระบบเข้าใจของธรรมชาติแทนที่จะใช้การอ่านโน็ตยากๆสีดำบนกระดาษขาวอีกด้วย

.

และจากการพัฒนา application โดยการทดลองให้เด็กๆลองเล่นใน workshop ดนตรีที่ใช้ app นี้เป็นสื่อการสอน จนปัจจุบันที่ Iceland ได้ใช้ app ของ Biophilia นี้ เป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตรการเรียนวิชาดนตรีขั้นพื้นฐานแล้ว (Björk มีความฝันอยากเปิดโรงเรียนสอนดนตรีในแบบที่ไม่ใช่แนวคลาสสิคแบบที่เธอเคยเรียนมาอยู่แล้ว เธอจึงรู้สึกว่านี่เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของความฝันเธอเลย)

.

และ นี่คือหน้าตาของ app Biophilia สวยมากกกๆๆๆ

ทั้งยังมีการสร้างเครื่องดนตรีพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใช้ฟันเฟืองกลไกเหมือนกล่องดนตรีขนาดยักษ์ ที่ใช้เวลาทำนานถึง 5 ปีของ Henry Dagg [more info about Henry Dagg’s ‘Sharpsichord’ pinbarrel harp > https://vimeo.com/26301139]

.

และอื่นๆๆๆๆ เยอะมากกก แต่พูดถึงในคอนเสิร์ตอีกนิดหน่อยแล้วกันค่ะ ส่วนที่เหลือ ขอให้ตามไปดูใน documentary กันเองนะคะ

.

จุดที่น่าสนใจของ Biophilia concert คือ Björk ต้องการหาทางที่จะทำให้ธรรมชาติซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดและ concept ของงานได้ร่วมแสดงบนเวทีกับเธอด้วย Björk กับเพื่อนร่วมงานฝีมือระดับโลกดังตัวอย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้นร่วมมือกันจนสามารถใช้ เทคโนโลยี แสดงพลังของธรรมชาติบนเวทีได้จริงๆ เช่น ใช้เครื่องทดลองสร้างสายฟ้ามาเล่นเป็น sound สดบนเวที, มีการประดิษฐ์ harp ลูกตุ้มขนาดยักษ์ที่ใช้แรงโน้มถ่วงเป็นตัวแปร เป็นต้น

.

ตัวอย่างของการนำเอาธรรมชาติมาร่วมแสดงในฐานะแหล่งกำเนิด sound ที่เจ๋งมากๆคือเพลง Thunderbolt (กลับมาดูอีกครั้งก็ยังขนลุกอยู่)

.

นอกจากเทคโนโลยีที่ผสมเข้ามาแล้ว หากคุณลองกลับไปตั้งใจฟังดีๆ หรือถ้าเป็นไปได้ หาดู ‘Biophilia Live’ เวอร์ชั่นเต็มนี้ได้จะได้รับความรู้สึกยังกับว่าอยู่ในคอนเสิร์ตด้วยจริงๆ ฟินมาก มีการใส่ visual ผสมเข้าไปใน Live และตัดสลับกับภาพธรรมชาติแบบที่ไม่ใช่แค่บันทึกคอนเสิร์ตธรรมดา แต่มันคือส่วนหนึ่งของ Biophilia ที่จะต้องพูดถึง concept นี้เช่นกัน โอ้ย มันช่างดี!

.

เอาหล่ะ อ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้ว ก็คงคิดถึงอยากกลับไปตั้งใจลองฟังเพลงของ Björk ใหม่อีกครั้งแล้วใช่มั้ยละคะ
งั้นเรามาเริ่มจากอัลบัมนี้ก่อนเลย Biophilia
สำหรับวันนี้ สวัสดีค่า :)

Tagged , , , , , , , , , ,

Check out new work on my @Behance portfolio: “‘視力’ : SIGHT”

Just updated my animated film for final project 2013
Feel free to leave comments and share :)
Thank you!

https://www.behance.net/gallery/-SIGHT/12287271

Tagged , , , , , , , , , , , ,

I want to have a rock as a friend. ฉันอยากมีเพื่อนเป็นก้อนหิน

If my friend is a rock, I would have her with me everywhere.
She will talk to me and I will listen to her endless stories.
From her ancestors till her next life.

She will warm my hand in a cool dark street as I grab hers in my swather pocket.
A texture of her is the thing to remind you of living.
To touch her is to touch a present moment.

My friend is a rock yet she always go explore things with another her.
She received news from winds, sunlight, and people that walk pass by.

Sometime she will be a bird, or sometime fish.
But most of the time she will let me hold her,
and read her a ‘little prince’ story.

Gute nacht,
Friend

Tagged , , , ,

Visual and sound inspiration : Animation Music Video

I’am currently studying Animation music video and Movie title as an inspiration  to learn how Visual and Sound are professionally synchronize. Here’re the sources.

The Japanese Popstars – Let Go

Moray McLaren – We Got Time

All the animations were created, drawn and coloured by the director David Wilson. I really like what he do! It’s my all time fevorite :)

Using both praxinoscopes and the technique of matching up the frame rate of the spinning record to that of the camera, no computer super-imposing was used; what you see is what rolled off the camera. The transitions between each section of animation was created by simply cutting or wiping between the bits of footage.


here’s a making of, the director shared how it’s made.

  Continue reading

Living Cinema : Bob Ostertag & Pierre Hébert

Living cinema at Reading Room

 

Living Cinema: Live Experimental Sound and Image Performance

By Bob Ostertag & Pierre Hébert
Saturday April 27, 7pm
At The Reading Room, Silom 19

The project brings the creation of cinema out of the movie and recording studios and on to the stage. Ostertag has created innovative software which allows the two artists to actually perform an animated movie with soundtrack, live of stage.

For decades, Pierre Hébert was considered one of the masters of the unusual craft of creating animated films by engraving directly on film. Living Cinema allows him to apply the craftsmanship acquired through years of engraving on film to whatever materials he wishes to use. Ostertag brings his years of experience with live manipulation of sampled sound to the project, using a variety of objects and techniques to create a soundtrack that is synchronized with the image as both are both being created. The flexible, open-ended character of Living Cinema gives the artists the ability to respond immediately to political and cultural events in a way that conventional cinema never could. The work is thus profoundly influenced by world events.

Living Cinema has performed at major museums of modern art in the US, Europe, and Japan, at Lincoln Center, and at many major international film festivals since 2000.

About the artists:
Bob Ostertag is a composer and writer who has been doing experimental music at major venues around the world since the late 1970s. Composer, performer, historian, instrument builder, journalist and activist, Ostertag’s work cannot be easily pigeonholed. He is widely hailed as one of the great exponents of spontaneous electronic composition of the last 30 years. He has performed at music, film, and multi-media festivals around the globe. His radically diverse collaborators include the Kronos Quartet, John Zorn, Mike Patton and Anthony Braxton. His writings on contemporary politics have also been published on every continent and in many languages. He is currently Professor of Technocultural Studies and Music at the University of California at Davis.

Pierre Hébert is a filmmaker and protégé of Norman McLaren. He has been a major figure in animation for many decades and the recipient of several lifetime achievement awards. He was first known for his abstract experimental films dealing with perception phenomena; later, his films became more socially and politically involved. He has also taken part in live performances with musicians and choreographers and his films evolve from multidisciplinary practices. Throughout his career, Hébert has experimented with hybrid cinematic forms as a way of expressing his anthropological and humanistic view of the world, exploring themes of urban alienation, social politics, the particularities of place and geography, the presence of forgotten histories in everyday life, and the impact of industry upon the environment.

More info:
http://bobostertag.com/music-liveprojects-livingcinema.htm
http://en.wikipedia.org/wiki/Bob_Ostertag
http://www.pierrehebert.com/
http://www.youtube.com/watch?v=UoKEYBVld6I

Image from the gallery Inner Shields. ©Pierre Hébert

Focus on Animation : Pierre Hebert

Couldn’t believe that I met them today and really talked to Hebert! Even it’s a very short conversation due to a lot of people is also waiting to talk to him, he’s very very kind artist. I really wish that I could talk to both of them! The performance tonight was epic! Hebert talking about his life and he’s mention about Norman McLaren that I’ve already forgot about him so I searching about him again. And after that I research more about Bob Ostertag & Pierre Hébert, I recommend you, if you haven’t heard this name before or you’re interesting in animation, to spend sometime visit those links. You won’t be disappoint! :)

Continue reading

Tagged , , , , ,

Metamorphosis Play

Metamorphosis Play

The idea for the Metamorphosis Play was conceived by comparing and observing the interplay between architecture, design, fashion, photography, art and lifestyle.

Tagged , ,

Wonderful town : aditya assarat

I’m currently studying with Aditya Assarat in Screenwriting class. Every Monday afternoon is like the day for inspiration. Today is also another inspiring day.

Wonderful town is the movie I always missed a chance to watch it in cinema. Now is my very luck day because I finally watch this movie in the director class!

Love the tone of movie – how romantic it is. Unconsciously, I merge into the film. It’s not only a love story but a story of a sad people and a town after disaster of Tsunami.

What we actually see is the town is physically REBORN, but it is still sad. People still crying inside their mind. How the sad town be cure and reborn again?

Before I study with him, I’ve watch a short film called ‘Bangkok blue’ long time ago. And another movie of him ‘Hiso’ is the first feature film from him I watched in cinema. I love them both too! here’s the VDO with commentary, sorry that it’s in Thai.

dOCUMENTA (13) – Nalini Malani – In Search of Vanished Blood, 2012

6 Channel Video/Shadow Play, with 5 rotating reverse painted Mylar cylinders, Sound, 11 minutes

Tagged ,
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 1,271 other followers

%d bloggers like this: