เนื่องจากเบลล์ต้องมาอยู่อาศัยในยุโรปคนเดียวเป็นครั้งแรกและไม่รู้จักยุโรปเท่าไหร่เลย (เดิมทีก็ความรู้รอบตัวต่ำอยู่แล้ว = =) เราจึงต้องศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศจุดหมายปลายทางที่จะกลายเป็น บ้านชั่วคราว ของเราเอาไว้ให้ดี
ซึ่งสิ่งแรกที่ประทับใจของ Estonia คือ website ส่วนมากของทั้งรัฐและเอกชนจะมีข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษและจัดวางออกแบบได้เข้าใจง่ายดีมากกกก (เทียบกับของรัฐบาลไทยที่น่าสับสนงงงวยแล้วคือสบายใจในการหาข้อมูลกว่าเยอะค่ะ 55) ข้อมูลของการเตรียมเอกสารเค้าเขียนเอาไว้ค่อนข้างละเอียด และหลังจากได้รับ Temporary Residence Permit มา เราก็จะได้รับ email ยืนยันจากทาง PPA พร้อมทั้งแจ้งกับเราว่าได้สิทธิในการเข้าอบรม Welcoming Program ซึ่งเมื่อเข้าไปดู Website เค้าก็อดอมยิ้มกับความพยายามช่วยเหลือชาวต่างชาติที่ย้ายมาอยู่ในประเทศเค้าไม่ได้ เค้าตั้งใจจริงๆนะทีมนี้! 😀

การที่เราต้องย้ายไปอยู่ประเทศใหม่แล้วเค้าพยายามทำอะไรหลายๆอย่างเพื่อให้ชาวต่างชาติสามารถอยู่ร่วมกันกับพลเมืองเค้าได้อย่างสบายใจ จนอาจจะเปลี่ยนใจอยู่กันต่อในระยะยาวนั้นเป็นสิ่งที่ดีงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสามารถเข้าร่วมโครงการเหล่านั้นได้ฟรี! 
🇪🇪 ทำไม Estonia ถึงให้ความสำคัญกับ Expat 🇪🇪
เอสโตเนียเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรน้อยมาก คือมี 1.3 ล้านคนทั้งประเทศ แถมจำนวนประชากรส่วนมากเป็นผู้หญิง(สวย!)ด้วย แล้วเมืองใหญ่หลักๆก็มีแค่ Tallinn กับ Tartu (นอกนั้นจะออกแนว Village มากกว่า) ซึ่งนอกจากจะมีจำนวนประชากรน้อยแล้ว บางส่วนก็ยังเลือกไปทำงานฟินแลนด์หรือประเทศข้างเคียงเนื่องจากได้ค่าตอบแทนที่สูงกว่า เพราะต่อให้ค่าครองชีพในเอสโตเนียจะไม่แพงเมื่อเทียบกับประเทศ EU อื่นๆ แต่เมื่อเทียบกับรายได้ในประเทศที่เค้าได้แล้ว มันก็ไม่คุ้ม
การที่ประชากรเลือกทำงานลงทุนในประเทศน้อยก็เลยกระทบกับรายได้และการเติบโตของประเทศเช่นกัน เอสโตเนียจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มจำนวนคนทำงานในประเทศ และด้วยวิสัยทัศน์ที่เปิดกว้างของคณะรัฐบาลที่เรียกว่าอายุน้อยและหัวสมัยใหม่ เค้าก็เล็งเห็นความสำคัญของแรงงานจากต่างชาติที่จะมาเติมเต็มในประเทศเค้า เอสโตเนีย จึงพยายามถีบตัวเองด้วยการเปิดกว้างด้าน IT และส่งเสริมสนับสนุน start up เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติให้เข้ามาเปิดบริษัทและทำงานที่ Estonia ถึงขนาดที่มีการออก Visa สำหรับ Start up โดยเฉพาะด้วย
Estonia เป็นจุดเริ่มต้นของ Start up ชื่อดังหลายแห่ง เช่น Skype, TransferWise และ Bolt เป็นต้น ความรุ่งเรืองของการลงทุนที่นี่ทำให้เอสโตเนียถึงกับได้รับสมยานามว่า Silicon Valley ของยุโรปเลยทีเดียว!
แต่การจะอำนวยความสะดวกให้กับคนต่างชาติโดยมี balance ที่ดีกับพลเมืองของตัวเองก็เป็นสิ่งที่ต้องทำไปด้วยกัน (มีจำกัดจำนวน Visa ที่ได้ต่อปี) รวมไปกระทั่ง การทำให้ชาวต่างชาติที่มาทำงาน เรียนและลงทุนที่นี่อยากอยู่ด้วยกันไปนานๆ ก็เลยเป็นปัจจัยสำคัญที่รัฐเค้าต้องมาส่งเสริมตรงนี้
Visit, Study, Work and Sattle in Estonia🇪🇪
Welcoming Programme เป็นหนึ่งโปรแกรมดีๆจากทางรัฐบาลเอสโตเนีย ภายใต้กรอบของ Sattle in Estonia เพื่อต้อนรับชาวต่างชาติที่ย้ายมาอยู่อาศัยในประเทศเอสโตเนีย ไม่ว่าจะมาเรียน มาทำงาน มาสร้างครอบครัว และยังมี Study in Estonia กับ Work in Estonia ด้วย ซึ่งที่ประเทศ EU เหมือนจะมี concept แบบเดียวกันนี้ทุกที่เลย แต่ของเอสโตเนียถือว่าทำดีทีเดียวเลยค่ะ
ซึ่งที่มาเขียนทั้งหมดนี่ก็เพื่อจะเล่าว่าได้เรียนคอร์สภาษาเอสโตเนียอยู่ค่ะ แล้วประทับใจมากกกกก ตอนนี้เป็นคอร์ส A1 หรือเรียกว่าเตรียมอนุบาลนั่นเอง เพราะอาจารย์จะย้ำว่า จบนี่แล้วอยากให้ต่อ A2 นะ เพราะมันคือแค่เบสิคมากๆ ถ้าอยากพูดได้กว้างขึ้นต้องไปต่อ แต่เท่าที่ได้ตอนนี้ก็ช่วยให้อยุ่รอดได้ดีมากขึ้นแล้ว ^^
ตอนนี้เบลล์เลยเรียนภาษาเอสโตเนียทุกเย็นวันจันทร์กับพุธ แต่กลุ่มที่เรียนรวมทั้งอาจารย์คือดีมากกก เข้าใจเลยว่าบรรยากาศในการเรียนมันมีผลกับความอยากเรียนรู้จริงๆ ด้วยความที่ทุกคนเค้ามีความจำเป็นและพยายามใช้ในชีวิตประจำวันมากๆ เค้าก็ฝึกใช้กัน ผิดถูกอะไรก้มาเล่ามาแชร์ให้คนในห้องฟัง จนอยากมาเรียนตลอด ส่วนมากจะเป็นพนักงานจาก TransferWise แล้วก็มีคนที่มาสร้างครอบครัว หรือทำงานอื่นๆที่นี่ ซึ่งหลากหลายเชื้อชาติมาก ทั้งจากประเทศ Finland, UK, USA, Spain, Norway, Philipine, Nigeria, Lithunia, India, Thailand (เบลล์เองค่า) และอื่นๆจำไม่ได้ >< มาเรียนแล้วมีพลังอยากพูดทุกครั้ง แต่พอกลับไปมหาลัยก็ไม่ได้พูดอ่ะ ยังจำศัพท์ได้ไม่มาก แต่สนุกกับการมองภาษาเค้ามากขึ้นแล้ว
😀
แต่เดี๋ยวก่อน โปรแกรมนี้นอกจากการเผยแพร่วัฒนธรรมและภาษาเอสโตเนียแล้ว ยังมีจัดอบรมอธิบายชี้แจงสิทธิและข้อมูลต่างๆเพื่อเป็นพื้นฐานให้ในการปรับตัวกันด้วยนะคะ ไม่ว่าจะเป็น คอร์ส Basic ที่พูดถึง visa คอร์สสำหรับคุณแม่และลูก ที่จะพูดถึงระบบการศึกษาสำหรับเด็ก(พาลูกมาด้วยได้จะมีทีมคอยเล่นและดูแลลูกให้ระหว่างคุณแม่ฟังด้วย) คอร์สสำหรับคนที่สนใจจะเรียนหรือทำวิจัยที่นี่ และคอร์สสำหรับนักลงทุน คือเค้าพยายามเปิดพื้นที่กลางสำหรับให้ความรุ้และเป็นเวทีถามตอบกันในกลุ่มย่อยๆได้ แต่ติดที่รอบมันมีค่อนข้างน้อยอยุ่ (รอบ A2 ของภาษาเอสโตเนียก็มีน้อยจนเค้าบอกว่าเหมือนแย่งกันซื้อบัตรไปดูบอลโลกเลยเช่นกัน 55) เค้าก็พยายามปรับรอบให้เยอะขึ้นอยุ่ ก็ยังต้องพัฒนากันต่อไปเรื่อยๆนิๆ ><
เรียนรู้ภาษาไหนก็ตาม ถ้ามีแรงใจและบรรยากาศที่สนุก มันก็เรียนไปได้เรื่อยๆจริงๆนะ ยิ่งเรียนฟรีนี่ ขอให้บอกเลย 555
โครงการนี้เป็นหนึ่งในผลผลิตจากการบริหารภาษีประชาชนและได้รับสนับสนุนเงินส่วนนึงจาก EU ชอบตรงที่เอาไปถามเพื่อนชาวเอสโตเนียว่ารู้สึกยังไงกับโปรแกรมนี้ เพื่อนก็บอกดีแล้วที่ทำ เพราะว่าเป็นการเผยแพร่ภาษาเอสโตเนีย และต่อลมหายใจของภาษานี้ไปได้ด้วย ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนคนบนโลกที่พูดภาษานี้แค่ 1.1 ล้านคนเท่านั้นเอง (922,000 คนในเอสโตเนีย และ 160,000 คนนอกเอสโตเนีย) เทียบกับภาษาไทยของเราที่มีคนพูดได้มากกว่า 20 ล้านคน คือห่างกันไกลมาก
อาจจะยังรีวิวข้อมูลของคอร์สอื่นไม่ได้เพราะยังไม่ได้ร่วมค่ะ ><
ระบบ Heath Insurance ที่ต้องหา Family Doctor
เบลล์พึ่งไปร่วมวงสัมภาษณ์ของนักศึกษาต่างชาติที่ย้ายมาพำนักในเอสโตเนียและกำลังทำวิจัยเรื่องปัญหาต่างๆที่ Expat พบเจอกันและต้องการให้แก้ไข พวกเค้าทำวิจัยนี้ขึ้นมาเพื่อเอาข้อมูลส่งไปให้องค์กรต่างๆไปพัฒนาปรับแก้ หลักๆที่พบกันมาก ก็คือยังติดเรื่องข้อมูลด้านสุขภาพที่แสนซับซ้อนว่าจะไปหาหมอต้องทำอะไรยังไง นี่จ่ายค่า Heath Insurance แต่ก้อ่านข้อมูลแล้วงงอยุ่ดี เรายังกลัวในการจะเดินไปโรงพยาบาลมากอยู่ เพราะข้อมูลในเวบมันก้ไม่ได้ช่วยให้เข้าใจเลยว่าเราต้องทำไง เค้าบอกว่าบางคนไปรอคิวหมอ คือรอ 3 เดือน คือหายป่วยแล้วไหมงั้น แต่ก้มีคนที่เค้าป่วยหนักก้ไปหาได้เลย ก้ยัง งงๆ อยู่
แล้วที่นี่มีระบบ Family Doctor ที่ชาวต่างชาติหลายคนยังไม่เก็ทอยู่มาก และข้อมูลก็หาได้น้อยมาก คือถ้าคอร์ส Basic มันตอบโจทย์และช่วยให้เข้าใจเรื่องสิทธิต่างๆได้จริง ก็น่าจะเอาลง online ให้เข้าถึงกันได้ง่ายด้วย อย่างน้อยตอนนี้ก้เรียกว่าใจชื้น ยังมีกลุ่มคนที่คอยเป็นหูเป็นตาช่วยกันสอดส่อง แต่จะมีพลังผลักดันหรือผู้รับสารจะนำไปปรับแก้กันไหมต้องรอดูอีกทีค่ะ ><
**ไปร่วม Basic Module มาแล้ว เรื่อง Family Doctor ก็ยังนับเป็นปัญหาหลักที่ทางเค้าก็ทราบดี และฐานข้อมูลเองก็มีแต่ภาษาเอสโตเนีย ถ้าเป็นนักศึกษามหาลัยก็จะพอถามจากเจ้าหน้าที่มหาลัยได้อยู่ (ควรอย่างยิ่งที่จะเข้าไปฟัง Orientation ตอนนั้นเบลล์ skip เพราะ เพื่อนๆซ่ากันหมด ชวนกันไปกินกาแฟ 555) และเรื่องข้อมูลต่างๆอันนี้จริงๆสามารถเข้าไปโหลดหนังสือที่เค้าใช้สอนได้ใน Website แต่ด้วยความที่เค้าจัดข้อมูลเรียบร้อยเกินไปมังเราเลยไม่ทันสังเกต อันนี้จริงๆเบลล์คิดว่าเค้าควรทำเป็นสื่อหลายๆแบบเพื่อส่งต่อข้อมูลนี้ให้ถึงคนได้กว้างขึ้น จะทำ Infographic หรือ Video เพิ่มเติมนอกจากตัวหนังสือก็ได้ แต่ก็ได้แค่ comment เขาไป 555
ยังไงก็ตาม อย่างน้อยก้มีหวังนะคะ!!
ยังอยากไปร่วม Study กับ Work Module ต่ออีก เพราะนอกจากเราจะได้เกร็ดความรู้แล้ว เรายังได้เพื่อนใหม่ที่ประสบปัญหาคล้ายๆกันด้วยค่ะ ^^ ยังไงถ้าใครไปปักหลักที่ประเทศไหน ถ้าเค้ามีโปรแกรมอะไรดีๆอย่างนี้ แนะนำให้ไปเข้าร่วมไว้นะคะ เป็นประโยชน์กับเราแน่นอนไม่มากก็น้อยเลย!
Best wishes,
Belle
https://www.settleinestonia.ee/
ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อง Health care ในเอสโตเนีย
https://www.ut.ee/en/welcome/health-care
https://www.tlu.ee/…/taxo…/term/90/health-care-and-insurance
http://www.studyinestonia.ee/en/healthcare
https://www.eesti.ee/…/health-and-medical-care/medical-care/
https://www.haigekassa.ee/en/people/health-insurance