Björk ‘Biophilia Live’ Screening in Bangkok [A short note]

แม้ “When Björk Met David Attenborough” จะเป็นสารคดีที่หาดูได้ใน youtube แต่การที่เราได้มาร่วมดูกับผู้คนหลากหลายที่สนใจในสิ่งเดียวกัน กับภาพที่ใหญ่กว่าขนาดจอคอมก็ทำให้พลังของธรรมชาติถ่ายทอดมาถึงเราได้เต็มๆกว่าเยอะเลย (ถึงแม้จะจัดอยู่ใจกลางป่าคอนกรีตอย่างสยามก็ตาม!)

Concept ภายใต้ Biophilia เป็นอะไรที่น่าสนใจมาก [เพราะมัน link กับสิ่งที่เราสนใจและ link กับกระบวนการทำเพลงของพี่จั๊กตอนคอนเสิร์ต PC0832/676 ด้วย] มันคือการนำเรื่องของ ธรรมชาติ มาพูดผ่าน ดนตรี โดยใช้ เทคโนโลยี เข้ามาช่วยอย่างลงตัว ด้วยความที่ Björk เติบโตในประเทศที่ใกล้ชิดธรรมชาติมากอย่าง Iceland เธอจึงรู้สึกว่าธรรมชาติเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก การเดินทางจากบ้านไป-กลับโรงเรียนในทุกวันทุกสภาพอากาศเป็นเวลา 40 นาทีทำให้เธอต้องหาอะไรทำ และสิ่งที่ง่ายที่สุดก็คือ การร้องเพลง Björk เล่าว่าเธอมักจะทำเพลงโดยใช้แรงบันดาลใจจากความรู้สึกในวัยเด็กนั้นที่ร้องเพลงท่ามกลางธรรมชาติโอบล้อมด้วย เธอยังสนใจในเรื่องของ sound กับ ธรรมชาติ อีกด้วย

.

Björk นำเอาศาสตร์ของ ART กับ SCIENCE มาผสมกันในแบบของเธอเอง เธอลงลึกกลับไปสู่ธรรมชาติ และใช้ดนตรีของเธอเชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับธรรมชาติอีกครั้ง หลังจากสั่งสมประสบการณ์ทางดนตรีมา 20 ปีที่แหวกมาแล้วหลายแนวหลายขนบ Björk ก็ได้ทำโปรเจคที่ใหญ่มากพอๆกับ Concept ของ Biophilia เอง Biophilia ที่กว้างใหญ่ตั้งแต่จักรวาลจนถึงโลกโมเลกุลเล็กๆภายในร่างกายเรา โดยมีการร่วมงานกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางต่างๆ(ที่เรียกว่ามือหนึ่งของแต่ละสาขาเลยทีเดียว)เพื่อสร้างสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนและลงลึกแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับ concept ด้วย

.
เริ่มแรกเลยคือ David Attenborough นักทำสารคดีธรรมชาติของ BCC ที่อยู่ในสารคดีชุดนี้ เค้าช่วยทำให้เราเข้าใจความเป็นธรรมชาติในดนตรี ซึ่ง Björk ก็นำเอาโครงสร้างในธรรมชาติมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการคิดโครงสร้างดนตรีด้วย เช่นเพลง Crystalline ที่เธอแปลงจังหวะการสร้างตัวของ คริสตัล มาเป็นจังหวะดนตรีที่เป็นมีการเปลี่ยนจังหวะเร็ว-ช้าไปจนสู่ความสมมาตร เหมือนคริสตัลที่เริ่มแรกจะ form ตัวแบบ organic แต่ท้ายสุดออกมาเป็นทรงเหมือน เรขาคณิต ที่แตกต่างจากรูปแบบในธรรมชาติทัั่วไป เป็นต้น

.

Björk เรียนดนตรีคลาสสิคด้วยบทเรียนจากทางยุโรปและเรียนโน็ตเพลงจากเยอรมัน แต่เธอกลับรู้สึกว่าเธออยากเรียนดนตรีที่มีความเป็น Iceland บ้านเกิดของเธอเองมากกว่า ในโปรเจคนี้ Björk ต้องการหาวิธีที่มนุษย์สามารถ interact กับ ดนตรีโดยใช้แค่พื้นฐานของสัญชาตญาณได้ ซึ่งก็คือการตอบสนองต่อธรรมชาติและการเรียนรู้ผ่านธรรมชาติ เป็นดนตรีที่มีพื้นฐานมาจากธรรมชาติ

.

เธอได้ร่วมงานกับ programmer และนักทำ sound ระดับโลก สร้าง application ที่สามารถสร้างเสียงดนตรีโดยการใช้ความเข้าใจเรื่องธรรมชาติ เช่นการนำชั้นหินมากสร้างเป็น visual แทนเปียโนแล้วใช้แรงตึงระหว่างชั้นหินสร้างเสียงที่ต่างออกไป ใช้ดวงจันทร์เหมือนเหมือน มุข ที่ล้อมรอบคริสตัล สร้างเสียงและจังหวะ loop ใหม่ๆ เป็นต้น โดย app นี้ผู้เล่นสามารถเล่นเพลงใน Biophilia หรือสร้างเพลงของตัวเองก็ได้ เรายังสามารถเรียนรู้และเข้าใจเรื่องดนตรียากๆอย่าง Arpeggio ผ่านความระบบเข้าใจของธรรมชาติแทนที่จะใช้การอ่านโน็ตยากๆสีดำบนกระดาษขาวอีกด้วย

.

และจากการพัฒนา application โดยการทดลองให้เด็กๆลองเล่นใน workshop ดนตรีที่ใช้ app นี้เป็นสื่อการสอน จนปัจจุบันที่ Iceland ได้ใช้ app ของ Biophilia นี้ เป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตรการเรียนวิชาดนตรีขั้นพื้นฐานแล้ว (Björk มีความฝันอยากเปิดโรงเรียนสอนดนตรีในแบบที่ไม่ใช่แนวคลาสสิคแบบที่เธอเคยเรียนมาอยู่แล้ว เธอจึงรู้สึกว่านี่เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของความฝันเธอเลย)

.

และ นี่คือหน้าตาของ app Biophilia สวยมากกกๆๆๆ

ทั้งยังมีการสร้างเครื่องดนตรีพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใช้ฟันเฟืองกลไกเหมือนกล่องดนตรีขนาดยักษ์ ที่ใช้เวลาทำนานถึง 5 ปีของ Henry Dagg [more info about Henry Dagg’s ‘Sharpsichord’ pinbarrel harp > https://vimeo.com/26301139]

.

และอื่นๆๆๆๆ เยอะมากกก แต่พูดถึงในคอนเสิร์ตอีกนิดหน่อยแล้วกันค่ะ ส่วนที่เหลือ ขอให้ตามไปดูใน documentary กันเองนะคะ

.

จุดที่น่าสนใจของ Biophilia concert คือ Björk ต้องการหาทางที่จะทำให้ธรรมชาติซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดและ concept ของงานได้ร่วมแสดงบนเวทีกับเธอด้วย Björk กับเพื่อนร่วมงานฝีมือระดับโลกดังตัวอย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้นร่วมมือกันจนสามารถใช้ เทคโนโลยี แสดงพลังของธรรมชาติบนเวทีได้จริงๆ เช่น ใช้เครื่องทดลองสร้างสายฟ้ามาเล่นเป็น sound สดบนเวที, มีการประดิษฐ์ harp ลูกตุ้มขนาดยักษ์ที่ใช้แรงโน้มถ่วงเป็นตัวแปร เป็นต้น

.

ตัวอย่างของการนำเอาธรรมชาติมาร่วมแสดงในฐานะแหล่งกำเนิด sound ที่เจ๋งมากๆคือเพลง Thunderbolt (กลับมาดูอีกครั้งก็ยังขนลุกอยู่)

.

นอกจากเทคโนโลยีที่ผสมเข้ามาแล้ว หากคุณลองกลับไปตั้งใจฟังดีๆ หรือถ้าเป็นไปได้ หาดู ‘Biophilia Live’ เวอร์ชั่นเต็มนี้ได้จะได้รับความรู้สึกยังกับว่าอยู่ในคอนเสิร์ตด้วยจริงๆ ฟินมาก มีการใส่ visual ผสมเข้าไปใน Live และตัดสลับกับภาพธรรมชาติแบบที่ไม่ใช่แค่บันทึกคอนเสิร์ตธรรมดา แต่มันคือส่วนหนึ่งของ Biophilia ที่จะต้องพูดถึง concept นี้เช่นกัน โอ้ย มันช่างดี!

.

เอาหล่ะ อ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้ว ก็คงคิดถึงอยากกลับไปตั้งใจลองฟังเพลงของ Björk ใหม่อีกครั้งแล้วใช่มั้ยละคะ
งั้นเรามาเริ่มจากอัลบัมนี้ก่อนเลย Biophilia
สำหรับวันนี้ สวัสดีค่า 🙂

Advertisements

Living Cinema : Bob Ostertag & Pierre Hébert

Living cinema at Reading Room

 

Living Cinema: Live Experimental Sound and Image Performance

By Bob Ostertag & Pierre Hébert
Saturday April 27, 7pm
At The Reading Room, Silom 19

The project brings the creation of cinema out of the movie and recording studios and on to the stage. Ostertag has created innovative software which allows the two artists to actually perform an animated movie with soundtrack, live of stage.

For decades, Pierre Hébert was considered one of the masters of the unusual craft of creating animated films by engraving directly on film. Living Cinema allows him to apply the craftsmanship acquired through years of engraving on film to whatever materials he wishes to use. Ostertag brings his years of experience with live manipulation of sampled sound to the project, using a variety of objects and techniques to create a soundtrack that is synchronized with the image as both are both being created. The flexible, open-ended character of Living Cinema gives the artists the ability to respond immediately to political and cultural events in a way that conventional cinema never could. The work is thus profoundly influenced by world events.

Living Cinema has performed at major museums of modern art in the US, Europe, and Japan, at Lincoln Center, and at many major international film festivals since 2000.

About the artists:
Bob Ostertag is a composer and writer who has been doing experimental music at major venues around the world since the late 1970s. Composer, performer, historian, instrument builder, journalist and activist, Ostertag’s work cannot be easily pigeonholed. He is widely hailed as one of the great exponents of spontaneous electronic composition of the last 30 years. He has performed at music, film, and multi-media festivals around the globe. His radically diverse collaborators include the Kronos Quartet, John Zorn, Mike Patton and Anthony Braxton. His writings on contemporary politics have also been published on every continent and in many languages. He is currently Professor of Technocultural Studies and Music at the University of California at Davis.

Pierre Hébert is a filmmaker and protégé of Norman McLaren. He has been a major figure in animation for many decades and the recipient of several lifetime achievement awards. He was first known for his abstract experimental films dealing with perception phenomena; later, his films became more socially and politically involved. He has also taken part in live performances with musicians and choreographers and his films evolve from multidisciplinary practices. Throughout his career, Hébert has experimented with hybrid cinematic forms as a way of expressing his anthropological and humanistic view of the world, exploring themes of urban alienation, social politics, the particularities of place and geography, the presence of forgotten histories in everyday life, and the impact of industry upon the environment.

More info:
http://bobostertag.com/music-liveprojects-livingcinema.htm
http://en.wikipedia.org/wiki/Bob_Ostertag
http://www.pierrehebert.com/
http://www.youtube.com/watch?v=UoKEYBVld6I

Image from the gallery Inner Shields. ©Pierre Hébert

Focus on Animation : Pierre Hebert

Couldn’t believe that I met them today and really talked to Hebert! Even it’s a very short conversation due to a lot of people is also waiting to talk to him, he’s very very kind artist. I really wish that I could talk to both of them! The performance tonight was epic! Hebert talking about his life and he’s mention about Norman McLaren that I’ve already forgot about him so I searching about him again. And after that I research more about Bob Ostertag & Pierre Hébert, I recommend you, if you haven’t heard this name before or you’re interesting in animation, to spend sometime visit those links. You won’t be disappoint! 🙂

Continue reading

Inspiration for theatre set design : Light / Shadow

Light/shadow

Interesting article

“Cold Dark Matter: An Exploded View.”

The Tenth Sentiment is the creation of Japanese artist Ryota Kuwakubo

The Tenth Sentiment by Japanese artist Ryota Kuwakubo

having tree and geometry form

light reflecting on metallic material

Flying Quadrotor Light Show Spectacular

mirror can also reflect light and add more depth to the scene

projector is another light source but and create more on texture

light-bulb using its shape as part of the design

shadow is beaming

LIGHT AND SHADOW ART BY KUMI YAMASHITA

Continue reading