I want to have a rock as a friend. ฉันอยากมีเพื่อนเป็นก้อนหิน

If my friend is a rock, I would have her with me everywhere.
She will talk to me and I will listen to her endless stories.
From her ancestors till her next life.

She will warm my hand in a cool dark street as I grab hers in my swather pocket.
A texture of her is the thing to remind you of living.
To touch her is to touch a present moment.

My friend is a rock yet she always go explore things with another her.
She received news from winds, sunlight, and people that walk pass by.

Sometime she will be a bird, or sometime fish.
But most of the time she will let me hold her,
and read her a ‘little prince’ story.

Gute nacht,
Friend

Religion Numbs Self-Definition discussion

according to http://www.viduraproject.com/religion-numbs-self-definitionBy Vidura Amranand / November 28, 2012

Photo credit: Nitipong Ruangurai
 
Discussions

Belle • a day ago

I’m so lucky to found this interesting perspective from a performer. Since by the time I’m in the space, watching her noting herself, I was wondered if the audiences who have an experience with their bodies and their relationship with surrounding space (as every performers do, if I’m not mistaken) will be more understand, more able sink into the piece, or can link themselves with what they see (which is very personal) in front of their eyes, better than a person who rarely consciously aware of their bodies?- a person like me, to say, who are not practice to work with body and space. I think it’s because I don’t have experience enough to sink into the work somehow.

I’m curious to see how the personal exploring of self will interact with the other, what I’ll be inspired by the work that is really work from within the artist herself? The result is quite vague to me, I have got some interesting idea eventually but I feels like I’m a witness of the monologue. A useful monologue indeed.

It’s interesting to be part of the conceptual process though, since it’s research and we are part of this research. The question you raise about ‘self’ to her also boarder my point of view about the theme she is talking about. Even it’s herself to delicately question again and we are there only to witness and shared with her.

Sorry but I have some question to ask, I’m so new to this kind of thing(but it’s always fascinating me) Could you please explain a bit more on how one could allow freedom into an artistic process to dig more deeply and honestly into a search of oneself?

and the question of “is that how you would define yourself or are you only letting a Buddhist belief define you?”, it’s seem so hard to realize ‘self’ out of the process of ‘searching self’. Can we really notice whether it is us to define ourselves not defined by Other? To notice that may really take one lifetime as you said… but it’s worth to try.

Hope to read more from you again,
Thank you ka 🙂

  • Avatar
    vidura project  Belle • 3 hours ago

    @Belle. Thanks so much for your thoughtful comments and questions. To answer you about how one can allow more freedom into an artistic process… what I mean by that in this case is to allow a concept to inspire your work, but you should expect that your concept and opinions about that concept will change during your work process. The ideas you started with when you began rehearsing might not be the same ideas you end up with when you’re done creating the piece. What I saw with Tanatchaporn’s work is that she seemed to stick with one belief of self and never allowed it to change from start to finish; she pushed herself towards one goal, even when she could’ve gone onto other paths. If she had allowed her ideas some flexibility, I believe her movements would’ve changed and that may have allowed us to take a deeper look into her “self.”

    I agree with you that it’s hard to realize who we are and that we are not only defined by ourselves, but also by the people and space around us. But again, in Tanatchaporn’s case, I felt that her relationship with the Buddhist belief of self was forced. As an audience, I felt I was seeing her from a perspective of a static, written belief, but not even from my or her own perspective. Again, a journey of self-definition should be a journey without any pre-set conclusion. Thanks again and hope to hear more from you.

    • Avatar
      Belle  vidura project • a few seconds ago

      Thank you for your reply, it will definitely help me a lot on my final project too. The way you answer me is like I’m talking with thesis advisor in my university 🙂 I also face the same problem with P’Tanatchaporn but now, from your useful comment, I will try my best first then let’s discuss more later.

      Couldn’t find a word to say thank you as your reply has so much meaning to me, I really do thanks.. : )

Image

Weekly Photo Challenge: Resolved | Warmth welcome of Japan

Weekly Photo Challenge: Resolved l Warmth welcome of Japan

re·solve
/riˈzälv/
Verb
Settle or find a solution to (a problem, dispute, or contentious matter).
Noun
Firm determination to do something.

Warmth welcome of Japan

Traveled to Japan on New Year trip with family cut me from the final project and all those stuff I was busy with before the trip started.

On the Shinkansen to Tokyo from Shin-osaka, gazing out of the window to the sunset of JAPAN. My eyes saw a village with snowing, windy breeze, cool air, houses, trees, dogs and cats and people and all the atmosphere. Everything out there greeting me with warm hug saying ‘Welcome, welcome..’
I replied “I’m glad to be here too”

แสงแดดยามเย็นของแดนอาทิตย์อุทัย ลม ความหนาวเย็น หิมะ บ้าน ดิน ต้นไม้ ทุกๆอย่างที่เราเห็นข้างนอกหน้าต่างนั้นโอบกอดเราไว้ผ่านดวงตา
: ยินดีต้อนรับ ยินดี ยินดี
เราก็ยินดีที่ได้มาเยือนเช่นกัน : )

Ps. First time for me to join Weekly Photo Challenge 😀 hope that I could make it very week so I can learn more about WordPress

5Dec Dreaming of tomorrow

ฝันในฝัน

พรุ่งนี้ต้องทำอะไร

วันนี้ต้องสะสารสิ่งใด

จงทำ จงทำ.. เร่งมัน รีบทำ

ตู้กระจกวงรีสามบาน เปิดออกช่องแรก

เอื้อมไม่ถึงในช่องเก็บของที่เคยก้มหยิบ

คราวนี้ทั้งยืดทั้งเขย่ง ต้องเงย ไขว่คว้าหาเก้าอี้ต่อขา

เหงนหน้าไป ตู้กะจกสูงไปในฟ้ามืดสีคราม

ทั้งสดใส และ หม่นหมอง

ฝันในฝัน

ฝันในฝันอีกทีสินะ

หลับแล้วตื่น เราเห็นบุคคลที่เราพูดคุยด้วยในหัวของคนที่ฝันอยุ่

เค้าเป็นคนต่างชาติที่เราพึ่งรุ้จักหน้าและไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ เหมือนพึ่งรู้จักกันแบบกระอักกระอ่วน

จบฝันโดยเสียงโทรศัพท์ ทำงานต่อที่ห้องข้างตู้กระจกสามบานดังเดิม

5 December, today is the day before that.

4 December

เพลงสรรเสริญร้องก้องบารมี
วันแห่งความข้อใจในเรื่อง ความเป็นคนไทยในกรุงเทพ หรือเป็นกรุงเทพแบบไทย?

วันนี้ได้ไปร่วมงานวันพ่อที่โรงเรียนเทพสิรินทร์

นักเรียนครับ ครูคิดว่าสุภาพบุรุษลูกแม่รำเพยทุกคนจะเข้าใจความสำคัญของพิธีวันนี้เป็นการดีอยุ่แล้ว เพราะฉะนั้น โปรดให้ความตั้งใจกันด้วยนะครับ นักเรียนทุกคน ขอบคุณมากๆครับ

เดี๋ยวนี้ครูต้องขอบคุณนักเรียนแล้วนะคะ
ระบบที่ว่า “นักเรียนทั้งหมด-นั่ง!” หรือ “แถวตรง!” ก็ยังมีอยุ่ดังกลิ่นอายทหารฝึกสนาม
โรงเรียนชายชาตรีจะมีกลิ่นอายความเป็นทหารก็ไม่แปลก แต่ที่นี่เค้าหย่อนยานไปมากแล้ว
ซึ่งแต่เดิมเราก็เห็นด้วยว่าระบบโรงเรียนไทยที่มีการทำโทษนักเรียนที่ผิดกฏระเบียบและไม่เชื่อฟังครู เป็นระบบที่ทำให้คนก้มหัวกับอำนาจอยุ่ แต่ในบริบทของกิจกรรมส่วนรวมแบบนี้ มันดูเป็นเรื่องประหลาดไปเสียหล่ะสำหรับการทำตามสิ่งที่ตัวเองคิด ณ พื้นที่และเวลาที่ทุกคนจัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นการกระทำส่วนรวม

เราเห็นว่านักเรียนไม่ก้มหัวให้กับอำนาจอีกต่อไปและยังละเลยต่อสัญลักษณ์ที่คิดว่าทุกคนให้ความเคารพกันอย่างน่าตกใจ? ทั้งหมดที่เกิดขึ้นคือเหมือนเราเดินเข้าไปในกรงนกร่าเริงที่เข้าแถวคุยกันในกล่องสี่เหลี่ยมของตน ขี้นก และอะไรต่างๆตกกระจายเป็นพื้นสนาม ขณะที่หัวหน้าฝูงนกพยายามจะนำพานกเหล่านั้นไปสู้พิธีการอันศักดิ์สิทธิ์ เจื้อแจ้วไร้สาระในพื้นที่และเวลาแห่งสาธารณะเพราะต้องการเติมเต็มความต้องการของตัวเองนั้นคืออะไร? เรากำลังตามแบบฝรั่งที่ไม่มีการทำความเคารพหรือทำพิธีการแบบนี้จริงๆหรือ? การให้เกรียติเป็นเรื่องของสังคมในสาธารณะ เราเชื่อว่า การมีจิตร่วมในสังคม อาจจะแค่ยืนมองกองไฟกองเดียวกันในฤดูหนาวสุดขั้วโดยไม่ปริปากพูดอะไรก็เป็นได้ แต่ในการจะบังคับหรือสอนให้คนรู้จักกับความรู้สึกแบบนั้นและเกิดอยากมีส่วนร่วมไปด้วยจิตสำนึกของตนเอง พิธีการรีตรองต่างๆที่ถูกปฎิบัติสืบทอดกันมาอาจจะไม่เหมาะจะใช้กับเด็กไทยสมัยนี้เสียแล้วก็ได้

Continue reading

ฝัน Dream 9/10/12

ฝันถึงสงคราม ตึกชื้นร้าง บันไดหลายชั้น
สาหร่าย หยากไย้ ห้อยขาผสมกัน
เยื้องคอลอดขามองตามเด็กหญิงวัยประมาณ 18 สองคนที่วิ่งฝ่าแสงจันทร์ลายกระจกร้าว
ผมบอล์น/ ดำ
ผิวขาว
ตาฟ้า / เขียว
สีน้ำทะเลก็เช่นกัน สีเขียว และฟ้า
เราแหวกว่ายอยุ่กลางมหาสมุทรที่เห็นอีกฝั่งเป็นชานชลารถไฟ
น้ำลึกที่หยั่งถึงบ้างไม่ถึงบ้าง
น้ำใสเสียยิ่งกว่าฟ้าที่ไม่รู้มีอะไรอยุ่เบื้องหลัง
“เกาะตะปู! นี่เรามาเที่ยวที่เกาะตะปูกันหรอคะ”
อาจารย์หญิงตอบฉันโดยการก้มดำดูปะการังใต้น้ำ ทรรศณียภาพที่เห็นชัดแม้ไม่ได้ดำลงไป
ผมรวบหางม้าปิดใบหน้าตาเฉี่ยวของอาจารย์ฉัน
อาณาจักรปะการังอยุ่ใต้เท้า
ต้องระวัง, ความงามจะหักลงที่ความละเลยล้อเล่นไป

บรรยากาศมันไม่เหมือนเกาะตะปูที่เคยไปสักเท่าไหร่ มันทั้งสะอาดและสกปรกในเวลาเดียวกัน
มันมีบ้าน มีเสาไม้ แต่สีสันสวยงามเหมือนอนิเมชั่นของสตูดิโอGhibli

ก้มมองลงว่ายผ่านบรรยากาศปะการังช้าๆ เธออยุ่ข้างชั้น
แมงกะพรุน ตัวยักษ์สีใส ขุ่น ลายวงกลมสีม่วงที่ปลายหมวก อยุ่ใกล้ปลายเท้าเธอ
ฉันกลัวจับใจ!
ว่ายแหวก ลากตัวกันออกจาก ตำแหน่งนั้น

มันอาจไม่ได้มีเพียงตัวเดียว
เมฆใหญ่ลอยมาหาเราจากทิศซึ่งไม่ทราบที่มา
กลบรอยแสงสดใสเมื่อครู่ทิ้งไว้เพียงความมืด ดำและคลื่นซัดแรง

จะเกิดพายุคลื่นยักษ์ที่กลางทะเลนี้หรือนี่!

สงครามทิ้งร้างตึกเก่าให้สกปรก, จับใจ
แต่ตึกนี้เชื่อมต่อกับตึกที่เรียกว่าหรูหราที่สุดที่จะหาได้ในเวลานั้น
หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ปอดจะสูดกลิ่นชื้น เจือกลิ่นลมหายใจสาหร่อยตลอดเวลา
หยดน้ำ ดัง เป็นเสียงบรรเลงในอาคาร

ปืนที่ทั้งสองถือ หายไปแล้ว

วิ่งเล่นในเขตห้องสมุดเก่าที่ยังเหลือสีส้มอบอุ่มให้จับจ้อง
หิ่งห้อยในเมืองราตรี
เสียงหัวเราะกังวาล ก้องจากชั้นล่างสู้ชั้นบน กลับไปกลับมาไม่รู้เหนื่อย

จนมาจบที่ห้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์ที่ชั้น สิบเอ็ด
อาจารย์หญิงรุ่นแม่ เบียดตัวออกมาจากกองหนังสือหน้าประตูห้อง
ผมเผ้ายุ่งเหยืงหงอกหยิกไร้ระเบียบ เช่นเดียวกับคนทั่วไปในยุคนี้
แว่นตาขนาดเล็กรูปกลมอยุ่ที่ดั้งจมูก
บทสนทนาของ อาจารย์และเด็กซน
เด็กซนทั้งสองมุ่งหน้าไปลงมือเรียนวิชาปฎิบัติที่ชั้นล่าง
ชายหรือหญิงก็เรียนวิชาซ่อมท่อและอะไรได้ไม่แยกเว้น
ผู้คนจึงนิยมไปเรียนอะไรที่มันทำได้ จับต้องได้ ละเว้นการศึกษาอดีตที่ทำให้ทุกวันเป็นเช่นนี้ไปเสีย
เพราะมันขมขื่นไม่แพ้ทุกวันที่พบเจอ

เป็นธรรมดา

คนเพี้ยนอีกคนวิ่งลงบันได ชายวัยกลางคน
เขาพยายามจะข่มขู่ฉัน
โชคดีที่อาจารย์มาช่วยตะคอกไล่เค้าไป
ฉันจำได้ว่าเมื่อวันก่อน คนเพี้ยนนั้นเป็นคนฆ่าฉัน
หรือฉันฆ่าเขาด้วยเหตุรู้เท่าไม่ถึงการณ์
แต่เมื่อวานมันแค่ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี่เท่านั้น
มันไวราวกด fast forward อีกแล้ว
พรุ่งนี้คืออีก สามชั่วโมงข้างหน้า หรืออีกแค่ สามนาที
ฉันกับเขาจะได้พูดคุยเรื่องประวัติศาสตร์ที่อาจารย์หญิงสอนฉันที่ยอมหันมาเรียน
ณ ห้องชื้นๆบน ชั้นสิบเอ็ด
ไม่มีไฟที่ระเบียงบันได้หรือตัวบันได
ลานหนังสือประวัติศาสตร์สุมหัว หล่อเลี้ยงชีวิตไว้ด้วยแสงจัทร์ แสงเทียน และแสงริบหรี่บนหัวอาจารย์เท่านั้นเอง

ตื่น.