Yuri Norstein’s intervew in Kino Art about ‘Winter Days’ – [part 1]

ในปี 2004 Kino Art นิตยสารรัสเซียได้ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ของผู้กำกับ Yuri Norstein ที่เป็น 1 ใน 36 ศิลปินที่ร่วมในการสร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง ‘Winter Days’ เมื่อปี 2003 (สัมภาษณ์โดย Tatyana Iensen) ซึ่งตัวผู้เขียนเองได้มีโอกาสอ่านบทความนี้แบบคร่าวๆเมื่อตอนทำ Thesis ตัวจบอยู่ แต่วันนี้บังเอิญได้มาอ่านอีกครั้งจึงคิดอยากจะนำมาแปลเป็นภาษาไทยเพื่อให้ตัวเองได้ตั้งใจอ่านอย่างละเอียดและเชื่อว่าบทสัมภาษณ์นี้น่าจะเป็นแรงบันดาลใจที่ดีให้กับคนที่ทำงานศิลปะด้านนี้ด้วยเช่นกันค่ะ

การอ่านบทสัมภาษณ์นี้จะสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของ Yuri Norstein ที่มีต่องาน ‘Winter Days’ และต่อการทำงาน animation เราจะได้เห็นความคิดของเขา และความรู้สึกยังไม่พอใจกับงาน ด้วยความที่เขาให้รู้สึกและให้ความสำคัญกับพลังของบทกวีจาก Basho อย่างละเอียดอ่อนจริงๆ ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้จินตนาการตามความคิดของเขาไปด้วยกันค่ะ


Chikusai in Winter Days by Yuri Norstein

Winter Days (冬の日 Fuyu no Hi ) เป็นหนังอนิเมชั่นญี่ปุ่นปี 2003 ที่กำกับโดย Kihachiro Kawamoto
สร้างจากหนึ่งในบทกวี Renku (การเขียนกลอนต่อกันแบบกลุ่ม) ปี 1684 ของ Basho นักกวีญี่ปุ่นสมัยศตวรรษที่ 17

การสร้างหนังเรื่องนี้ทำไปในรูปแบบเดียวกับวิธีการสร้างสรรค์งานร่วมกันแบบดั้งเดิมของบทกวีที่เป็นตัวตั้งต้นของงาน การออกแบบภาพสำหรับทั้ง 36 บทกวีนั้นถูกสร้างขึ้นมาอย่างอิสระโดยนักทำภาพยนตร์อนิเมชั่นทั้งหมด 35 คน นองจากจะมีนักทำภาพยนตร์อนิเมชั่นชาวญี่ปุ่นเองหลายคนแล้ว Kawamoto ยังเชิญนักทำภาพยนตร์อนิเมชั่นชื่อดังจากทั่วโลกมาร่วมด้วยอีกมากมาย นักทำภาพยนตร์อนิเมชั่นแต่ละคนถูกขอให้สร้างสรรค์งานเพื่อประกอบบทกวีของตัวเองได้รับโดยมีความยาวไม่เกิน 30 วินาที (ในส่วนของ Yuri Norstein เองมีความยาวประมาณเกือบ 2 นาที)

ภาพยนตร์อนิเมชั่นที่ออกมามีความยาวทั้งหมด 40 นาที พร้อมด้วยสารคดีเบื้องหลังการทำงานยาว 1 ชั่วโมง ที่รวบรวมการสัมภาษณ์นักทำอนิเมชั่นเอาไว้ ‘Winter Days’ ได้รับรางวัล the Grand Prize of the Japan Media Arts Festival ในปี 2003

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Winter_Days


Yuri Norstein & Francesca Yarbusova; Japan, 1996

Yuri Norstein (Yuriy Norshteyn) เป็นผู้กำกับหนังอนิเมชั่นที่มีชื่อเสียงที่สุดในรัสเซียคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ โดยมี Francesca Yarbusova ที่เป็นทั้งภรรยาและผู้ร่วมงานออกแบบฝ่ายศิลป์ทั้งหมดให้กับหนังของเขา (Yuri กำกับ, animate, และเขียนบท) โดยส่วนตัวแล้วชอบมากที่ได้เห็นคู่รักทำงานศิลปะด้วยกัน แหะๆ

ตัวผู้เขียนได้เริ่มรู้จักกับ Yuri Norstein ครั้งแรกผ่านเจ้าเม่นน้อย Hedgehog in the fog ใน youtube

โดยฉากที่แทบหยุดหายใจคือฉากหมอก และฉากเงาสะท้อนในน้ำที่สะท้อนเนียนมาก
Hedgehog in the fog เป็นอนิเมชั่นในปี 1975 ในยุคนั้นยังไม่มีโปรแกรมช่วยเหลือในการตัดต่อมากนักเท่าปัจจุบันนี้ แต่งานนี้มีความละเอียดอ่อน ซับซ้อนและดูลึกลับมาก ทั้งยังมีเสน่ห์เหมือนบทกวี สำหรับตัวผู้เขียนแล้วนี่มันมากกว่าจะเป็นแค่อนิเมชั่นสำหรับเด็กเสียอีก (มีตีพิมพ์ออกมาเป็นนิทานสำหรับเด็กด้วยค่ะ ภาพสวยมากๆ)

แถม Yuri Norstein กับปู่ Hayao Miyazaki ยังต่างชอบงานของกันและกันถึงขึ้นมี interview แลกเปลี่ยนความคิดกันผ่านการพูดถึง Ghibli Museum ด้วย (ภาษาญี่ปุ่นก็ฟังไม่ออกอีก ได้แต่อ่านแปลภาษารัสเซียที่เค้ามีให้แต่ก็ดีนะคะ แนะนำให้ลองดูค่ะ) https://www.youtube.com/watch?v=VO6_LBYWgU4

.

ในส่วนที่น่าสนใจของ ‘Winter Days’ ก็คือ Concept ของการต่อกลอน Haiku โดยการเล่าเป็นภาพ ตัวผู้เขียนคิดว่ามันสนุกดีที่จะได้เห็นการตีความบทกวี ที่มีการความหมายในแบบที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง จากตัวหนังสือต่อตัวหนังสือ เป็นภาพต่อภาพ ซึ่งตัว Yuri Norstein ก็มาแชร์มุมมองของเขาต่อการทำงานครั้งนี้ด้วยว่ามันท้าทายและยากมากๆ ที่จะดึงเอาพลังของบทกวีของ Basho มาเป็นภาพเคลื่อนไหวได้ เริ่มสงสัยกันหรือยังคะ ว่างานนี้มันเป็นยังไงกันแน่?

.

เรามาเริ่มดูกันที่บทกวีเปิด 3 บรรทัดแรกของ ‘Winter Days’ ซึ่งกำกับโดย Yuri Norstein ก่อนดีกว่าค่ะ

.

ต่อจากนี้จะเป็นบทสัมภาษณ์ที่ตัวผู้เขียนตั้งใจแปลมา และเป็นครั้งแรกที่หัดแปล
หากมีข้อผิดพลาดหรือมีส่วนไหนแปลไม่ถูกต้องก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ >__<
แล้วก็รบกวนแจ้งทิ้งไว้ใน comment ได้เลยนะคะ ขอบคุณมากๆค่ะ
สำหรับผู้ที่ต้องการอ่านบทสัมภาษณ์แปลภาษาอังกฤษเราแนะนำให้อ่านใน Reference link ที่แนบไว้ได้เลยค่ะ
(บทสัมภาษณ์ Yuri Norstein ใน Kino Art ปี 2004 สัมภาษณ์โดย Tatyana Iensen)

——-

.

Powerful Verses or The Sound of Pine Trees on a Sumi-e

บทกวีอันทรงพลัง หรือ ซุ่มเสียงของต้นสนใน Sumi-e
[Sumi-e = ภาพวาดหมึกแบบญี่ปุ่น]

Basho by Yuri Norstein

– อะไรเป็นจุดเริ่มต้นของไอเดียที่จะนำเอาบทกวี haiku ของ Bashi มาทำภาพยนตร์อนิเมชั่น?

.

จริงๆแล้วไอเดียที่จะสร้างหนังโดยการนำเอาวิธีต่อบทกวีของ Basho ที่เรียกว่า ‘Renku’ หรือ ‘linked verse’ มาเป็นแนวคิดหลักนั้นถูกนำมาเสนอโดยคนญี่ปุ่น วงจรของ ‘Renku’ นั้นประกอบด้วยบทกวี 36 บท ซึ่งเป็นที่มาของแนวความคิดที่จะแจกบทกวีที่แตกต่างกันให้กับผู้กำกับแต่ละคน ไปสร้างผลงานโดยไม่มีข้อจำกัดด้านสไตน์ (style), บท(script) หรือ รูปแบบ(form) ใดๆ ซึ่งหมายความว่าผลงานที่ออกมานั้นจะขึ้นอยู่กับเอกลักษณ์ของผู้กำกับแต่ละคนโดยสมบูรณ์ แล้วท้ายสุดจึงนำเอาชิ้นส่วนย่อยๆเหล่านั้นมาถักทอรวมกันเป็นชิ้นเดียว

.

ทางฝั่งญี่ปุ่นนั้นตั้งใจให้โปรเจคนี้เป็นโปรเจคระหว่างประเทศ( international project ) พวกเขาจึงเชิญผู้กำกับมาจากหลายๆประเทศทั้ง แคนาดา เบลเยี่ยม จีน อังกฤษ รัสเซีย และอื่นๆ รวมแล้วมีทั้งหมด 35 คน ผู้กำกับแต่ละคนจะต้องสร้างผลงานที่มีความยาว 30 วินาที โดยไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้รูปแบบความเป็นญี่ปุ่น แล้วภายหลังคุณ Kihachiro Kawamoto ซึ่งทำหน้าที่เป็น artistic director ของโปรเจคก็นำเอาผลงานเหล่านั้นมารวมกัน โดยการให้นักบรรยายมาอ่านบทกวีเชื่อมในแต่ละชิ้นอีกทีหนึ่ง

.

ฉันได้รับมอบหมายให้ทำ 3 บทแรกที่เป็นตัวเปิดของ ‘Winter Days’ ทั้งหมด ซึ่งฉันก็คิดถึงโครงเรื่องในฤดูหนาวแบบทันทีทันใด: เด็กชายคนหนึ่งกำลังทำอาหารที่เตาถ่าน เขาเติมถ่านเข้าไปเพิ่มจำนวนหนึ่ง ม่านฉากแบบญี่ปุ่น(shoji screen)เปิดอยู่ ทำให้สามารถมองออกไปเห็นภูเขาที่อยู่ในระยะไกลได้ หิมะที่กำลังตกค่อยๆห่อหุ้มเนินเขาสีสนิม เด็กชายละสายตาจากเตาถ่านแล้วชื่นชมทิวทัศน์นั้นอย่างจริงจัง อาหารเริ่มไหม้เล็กน้อย พ่อ(หรือคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าสักคน)เดินเข้ามาในห้อง เขารู้สึกได้ว่าอาหารกำลังไหม้ แล้วเริ่มสบถด่า เขาขว้าหม้อต้มน้ำแล้วเทน้ำลงไปในเตาถ่าน แล้วตบเข้าที่หัวของเด็กชาย เด็กชายกลัวมาก พ่อที่ยังคงก่นด่าไม่หยุดยกหัวขึ้นแล้วก็หยุดนิ่งไปเมื่อเขามองเห็นหิมะค่อยๆปกคลุมภูเขา น้ำยังคงไหลออกจากหม้อน้ำ เด็กชายมองไปที่หม้อน้ำ พ่อ และหิมะ..

.

เมื่อมาถึงจุดนี้ โปรดิวเซอร์และ artistic director ต่างก็โบกมือบอกว่า “นี่คุณกำลังคิดอะไรอยู่? หนังต้องเริ่มที่ฤดูใบไม้ร่วง แล้วฤดูหนาวค่อยเข้ามาทีหลัง” ฉันจึงต้องเริ่มคิดโครงเรื่องใหม่ทั้งหมด ซึ่งมันก็ไม่ได้คิดออกมาง่ายๆ หลังจากนั้น เมื่อรายละเอียดเล็กๆน้อยๆค่อยๆมีชีวิตขึ้นมา โครงเรื่องก็เริ่มต้นสร้างชีวิตด้วยตัวของมันเอง

.

– จริงๆแล้ว ‘linked verse’ นี่มันหมายถึงอะไร? แล้ว ‘Renku’ คืออะไร?

.

นักกวีหลายๆคนนั่งล้อมรอบกันเป็นวงกลม แล้วบทกวีก็เดินทางจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง นักกวีคนแรกเขียนบทกวีเปิด 3 บรรทัด (เรียกว่า ‘hokku’) และนักกวีคนที่สองก็เพิ่มอีก 2 บรรทัด และก็เพิ่มแบบนี้ไปเรื่อยๆจนถึงคนที่ 3,4,7,32,… นักกวีแต่ละคนจะผลัดกันยืมเอาบรรทัดสุดท้ายของนักกวีคนก่อนมาเติมอีก 2 บรรทัดเพื่มสร้างกวีบทใหม่

.

และนี่ก็เป็นที่มาของคำว่า ‘linked verse’ คุณสามารถพูดได้ว่าพื้นฐานความคิดเชิงกลอนนี้จะดำเนินไปเรื่อยๆตามวงของนักกวีแล้วไปจบลงที่คนใดคนหนึ่ง ซึ่งอาจจะมาจบที่นักกวีที่เป็นคนเริ่มบทแรกเองก็ได้ นักกวีแต่ละคนสามารถแต่งได้ 2-3 บรรทัด Basho แต่งบทเริ่มต้น 3 บรรทัดแรกเพราะเขาเป็นอาจารย์ และเป็นปรมาจารยอันเป็นที่เคารพ บทกวีสามบรรทัดแรกจะมีพลังส่งไปบทอื่นๆที่ตามมา
ระบบการเขียน hokku หรือ haiku นั้นค่อนข้างเป็นที่รู้จักกันอยู่แล้วคือ มี 3 บรรทัด โดยแต่ละบรรทัดจะมีจำนวน ‘mora’ หรือพยางค์ในภาษาญี่ปุ่นที่ต่างกันเป็น 5-7-5 ส่วนโครงถัดไปที่มาเติมจะเป็น 7-7

.

การแปลบทกวีไม่สามารถคงผลลัพธ์แบบที่มีอยู่ในภาษาดั้งเดิมได้ เพราะจำนวนของ mora จะต่างกันซึ่งทำให้สัมผัสในบทกวีนั้นเปลี่ยนไปด้วย ตัวอักษรของญี่ปุ่นนั้นไม่เท่ากับคำแปลในภาษารัสเซีย หนึ่งพยางค์ในภาษาญี่ปุ่นอาจจะเป็นสองหรือสามพยางค์ในคำแปลภาษารัสเซีย การแปลตามตัวอักษรยิ่งเป็นไปไม่ได้ ถึงแม้ว่าบางครั้งจะได้ผลลัพธ์ที่น่ายินดีโดยบังเอิญก็ตาม Vera Markova ผู้แปลบทกวีของ Basho นั้นมีชื่อเสียงมากถึงแม้ว่าจะเป็นนักกวีที่ไม่น่าชื่นชมเท่าไหร่ มันน่าขำเหมือนกันที่จะพูดว่า มีคนที่สามารถแปลบทกวีญี่ปุ่นโดยไม่จำเป็นจะต้องเป็นนักกวี เช่นเดียวกันกับหนัง การถ่ายทอด haiku ไปฉายที่จอก็ดูสิ้นหวังพอๆกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อจำกัดที่ว่าบทกวีแต่บทจะต้องมีความยาวไม่เกิน 30 วินาที!

จริงๆแล้วมันค่อนข้างจะซื่อไปหน่อยที่คิดว่าผลงานขนาดสั้นเพียงเท่านี้จะสามารถเปรียบเทียบได้กับบทกวีของ Basho ก็ต่อเมื่อพลังของบทกวีนั้นถูกทำให้กระชับเท่านั้นแหละที่จะหวังให้ช่วงเวลาเพียง 30 วินาทีของหนังใกล้เคียงกับบทกวีนั้น แต่ในกรณีนี้เราอยู่ในสถาณการณ์ที่ค่อนข้างถูกจำกัดโดยหลายๆฝ่าย และไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ คุณต้องวนเวียนอยู่ในบทกวีช่วงนั้นโดยไม่สามารถวิ่งหนีไปทางอื่นได้ สิ่งต่างๆที่คุณสร้างสรรค์มาจะเรืองรองไปด้วยพลังจากบทกวีเหล่านั้น ฉันเป็นคนหัวช้า ฉันจึงไม่สามารถที่จะดึงเอาแก่นสำคัญของบทกวีออกมาได้ภายในเวลา 30 วินาที หรือแม้จะเป็น 3 เท่าของ 30 วินาที จริงๆแล้วกลอนเพียงบทเดียวก็เพียงพอแล้วสำหรับใช้สร้างหนังสั้นทั้งเรื่อง บางทีฉันอาจจะไม่ควรใช้คำอธิบายอย่างละเอียด, โครงเรื่อง, การผูกเรื่องตอนจบแบบไม่ทิ้งทวนคำถาม, หรือการออกแบบที่ละเอียดถี่ถ้วน แล้วก็ลงมือทำอย่างเต็มที่ในฉากเดียวไปเลย แต่มันก็สายไปแล้วล่ะสำหรับตอนนีี้

.

มันค่อนข้างยากทีเดียวที่จะคิดฝันว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นจริงขึ้นมาได้ แต่งานที่ทำในหนังนี้จริงๆแล้วยากกว่างานในเรื่อง ‘The Overcoat’* เสียอีก ฉันไม่ได้ลงรายละเอียดยิบย่อยอย่างนี้ เมื่อตอนสร้างฉากบรรยากาศทั้งหมดของเรื่อง ‘The Overcoat’ เมื่อเปรียบเทียบกับเวลาที่ฉันใช้ในการปรับเข้ากับ Basho แล้ว งานใน ‘The Overcoat’ นั้นเหมือนความเร็วแสงเทียบกับความไวเสียงเลยทีเดียว งานที่ฉายเพียง 2 นาทีกินเวลาทำงานของฉันไปกว่า 9 เดือนหรือมากกว่านั้น..แล้วผลลัพธ์น่ะหรอ? ฉันรู้สึกว่าทุกอย่างที่ฉันทำมันยังห่างไกลจากที่คาดหวังไว้มาก แต่อย่างไรก็ตาม คนญี่ปุ่นชอบงานนี้ แม้ฉันจะรู้สึกว่าไม่สามารถดึงเอาท่วงทำนองที่ควรจะมีออกมาได้สำเร็จ ฉันไม่ได้พูดถึงในเชิงของเทคนิคหรือภาพภายนอกแต่หมายถึงน้ำเสียงของบทกวีสามบรรทัดนั้น ความเงียบสงบที่ฉันหวังจะทำให้สำเร็จ การจะเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ก็ต่อเมื่อเส้นทางมากมายที่ไร้ความจำเป็นถูกแทนที่ด้วยทางที่ใช่เพียงเส้นทางเดียว คุณจะมาถึงความจริงแท้ได้ก็ต่อเมื่อคุณมีความชำนาญเพียงพอ

.

*The Overcoat นับเป็นอนิเมชั่นที่ใช้เวลาทำนานที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพเคลื่อนไหว เริ่มต้นสร้างในปี 1981 และเปิดฉาย 25 นาทีแรกที่เสร็จแล้วในปี 2004 แต่หลังจากนั้นก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะเสร็จสิ้นลงเมื่อไหร่*

.

– คุณช่วยพูดบทกวีของ Basho ของคุณอีกครั้งในแบบของคุณได้มั้ย?

“Mad verse”
In the withering gusts,
a wanderer …
How much like Chikusai I have become!

Basho กล่าวนำหน้าบทกวีนี้ด้วยคำพูดว่า:

“I have suddenly remembered the master of the wild verse, Chikusai, wandering in the old days on these paths.”

“จู่ๆฉันก็นึกถึงเจ้าแห่งกวีป่า Chikusai ผู้ซึ่งเดินทางร่อนเร่บนเส้นทางเหล่านี้ในสมัยก่อน”

.

– ใคร คือ Chikusai?

preliminary sketches for Chikusai

.

Chikusai เป็นตัวละครในตำนานชื่อดัง ของญี่ปุ่น เขามีตัวตนอยู่ในจินตนาการของชาวญี่ปุ่นในระดับที่สูงมาก ราวกับมีอยู่จริง จนถึงกับมีการตั้งถิ่นฐานให้กับ Chikusai ในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง เขายังมีร้านขายยาเป็นของตัวเองอีกด้วย แต่เขาไม่เคยรักษาให้ใคร เขาเป็นนักต้มตุ๋น(charlatan)และทุกคนก็เข้าใจว่าเขารักษาไม่เป็น ในขณะเดียวกันเขายังเป็นเหมือนตัวตลก เป็นคนซื่อบื้อ (holy fool) และเป็นคนขี้เกียจด้วย ซึ่งก็เหมือนกับเจ้า Ivanushka ของเรา (ตัวละครจากนิทานสอนใจโบราณของรัสเซีย) เขาเป็นคนซื่อบื้อตัวน้อยที่เต็มไปด้วยความสุข ไม่ใช่คนโง่เง่าหรือคนเซ่อทั่วไป แต่เป็นนักคิดที่ฉลาดหลักแหลมที่เล่นเกมส์กับความโง่ ด้วยวิธีนั้นเองทำให้เขาเป็นอิสระจากข้อผูกมัดในชีวิตหลายๆอย่าง อย่างไรก็ตาม Basil the Blessed (คนซื่อบริสุทธิ์ในยุคของ Ivan the Terrible and Russian Orthodox saint) ก็ไม่ได้สนใจในเรื่องโบสถ์หรือความร่ำรวยเช่นกัน

.
ชาวญี่ปุ่นนั้นตื่นเต้นมากที่ได้เห็น Chikusai และ Basho พบกันในบทของฉัน พวกเขาไม่เคยคิดถึงเรื่องแบบนี้มาก่อน ในกรณีนี้ต้องขอบคุณในความไม่รู้ของตัวฉันเอง เพราะฉันไม่รู้สึกมาก่อนเลยว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่ทั้งสองคนจะมาพบกัน โครงเรื่องของฉันจบลงเหมือนรูปแบบการแสดงโชว์ยิบย่อยในละครสัตว์ กับตัวละครที่มีลักษณะเหมือนตัวตลกสีขาวและตัวตลกสีแดง ตัวตลกสีขาวเป็น Basho/Pierrot อย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนตัวสีแดงเป็น Chikusai/Harlequin ซึ่งสิ่งที่เขาทำส่วนใหญ่อาจจะเป็นการหยิกแกล้งหรือคอยแย่งหมวกของตัวตลกสีขาวอยู่เสมอ

Harlequin and Pierrot

.

นักข่าวคนหนึ่งเล่าให้ฉันฟังถึงเรื่องราวที่เธอได้มีโอกาสพบกับนักกวีที่ชื่อ Marietta Shaginyan ไม่นานก่อนที่เธอจะเสียชีวิต นักข่าวคนนั้นเล่าว่าสิ่งที่เธอเห็นตรงหน้านั้นก็คือหญิงแก่คนหนึ่งที่มีชีวิตชีวามากแม้จะมีอายุเกือบ 100 ปี (หรือประมาณ 90 กว่าๆ) ลองจินตนาการภาพตามนี้: เธอนั่งอยู่ตรงนั้น ข้างๆหลุมศพของ Blok! (Alexander Blok หนึ่งในนักกวีที่มีชื่อเสียงที่สุดในรัสเซียหลังสมัย Pushkin) มันต้องเป็นช่วงเวลาแบบนี้เท่านั้นที่จะสามารถดึงเอาประวัติศาสตร์เข้ามาใกล้ตัวมากขึ้นได้

.

Shagiyan ที่เหี่ยวแห้งและงองุ้ม กระเด้งตัวออกมาจากข้างหลังโต๊ะแล้ววิ่งเข้ามาที่นักข่าว คว้าผมของนักข่าวสาวแล้วดึง พร้อมกับถามว่า “ผมพวกนี้เป็นของจริงหรือเปล่า?” หลังจากนั้นเธอก็หยิกแก้มตัวเอง แล้วนั่งลง จากนั้นจึงค่อยเริ่มตอบคำถาม สำหรับ Shagiyan แล้วทั้งหมดนั้นล้วนแต่เป็นพฤติกรรมที่ปกติธรรมชาติ เธอไม่ใช่หญิงแก่ที่รอวันตายแล้วทำตัวแบบที่ผู้คนรอบข้างเธอคาดหวังให้หญิงแก่คนหนึ่งเป็น เมื่อเธอถูกถามว่าเธอไปเอาพลังงานมากมายนั้นมาจากไหน เธอเลือกตอบกลับมาด้วยคำพูดของ Stravinsky ว่า “I want to live the time I am given, not to die it.” (ฉันอยากจะใช้ชีวิตไปกับช่วงเวลาที่ฉันได้รับมา ไม่ใช่เพียงอยู่ฆ่าเวลาไปวันๆ)

.
– ในหนังของคุณ Chikusai เดินไปรอบๆ ฟังเสียงจากต้นไม้ต่างๆ ด้วยเครื่องช่วยฟังของเขา แบบเดียวกับที่หมอฟังเสียงจากปอดของคนไข้ด้วยหูฟังแพทย์ นั่นก็คือทั้งหมดแล้ว คุณไม่จำเป็นจะต้องพูดอะไรหรืออธิบายความตลกของ Chikusai ด้วยวิธีอื่นเลย

.
จริงๆแล้วมันก็ยังมีเสียงอื่นๆอีกมากมายกว่าเสียงที่คุณว่าเหล่านั้นนะ ทั้งเสียงนกหัวขวาน เสียงต่อสู้ของนกกางเขน เสียงหนอนที่กำลังแทะกินต้นไม้ เสียงที่ค่อยๆดังขึ้น(crescendo) เหล่านั้นประกอบกันเป็นช่วงเวลาที่กระแสลมกำลังเริ่มพัด Chikusai จะต้องถูกแนะนำตัวด้วยความช่วยเหลือของเสียงดังก้องจากใต้ดิน เช่นเดียวกับที่คุณรู้สึกถึงการสูดลมหายใจลึกๆของผืนดินก่อนการมาถึงของแผ่นดินไหว และตามมาด้วยการสั่นเทาด้วยความกลัวเบาๆ ฉันถึงกับคิดว่าตอนสั้นๆนี้ที่ซึ่ง Chikusai เที่ยวฟังเสียงจากต้นไม้สามารถแยกออกมาเป็นหนังใหม่ได้เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว คุณสามารถทำหนังที่พูดถึงต้นไม้เก่าแก่ว่าหายใจอย่างไร ส่งเสียงเอี๊ยดอย่างไร หายใจอย่างกระหืดกระหอบอึดอัดเพียงไร(ส่วนมากจะเกิดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วง) กิ่งไม้สั่นกระเทือนด้วยความหนาวเย็นและต้นไม้ที่ถูกแช่แข็ง การเข้าสู่ภาวะจำศีลในฤดูหนาว… แม้ว่าฤดูหนาวในญี่ปุ่นจะไม่ยะเยือกและเต็มไปด้วยหิมะเท่าที่ประเทศเราเป็นก็ตาม

.

อย่างไรก็ตาม เส้นทางที่ Basho เดินนั้นก็สอดคล้องกับเส้นทางของเราชาวรัสเซีย เขาเป็นดังนักกวีที่จะเดินทางอย่างไร้จุดหมายไปชั่วนิรันทร์ เส้นทางชีวิตของเขาคือการเดินทางไปเรื่อยๆ เส้นทางที่จะนำพาเขากลับคืนสู่ตัวเขาเองในที่สุด ลองใช้เวลาสักวินาทีหนึ่งจินตนาการว่า ‘การเดินทางที่ไม่มีสิ้นสุดของ Basho’ นั้นเป็นอย่างไร มันไม่เหมือนการขับรถหรือการโบกรถติดไปกับคนอื่น ลองนึกถึงความมืดมิดที่ไม่มีแม้แสงไฟริบหรี่หรือสิ่งมีชีวิตข้างกายคุณ แสงเดียวที่คุณมีอยู่คือแสงจากคบเพลิง หากแสงจากคบเพลิงนั้นมอดไหม้ลงก็ถึงคราวที่ความมืดมิดจะเริ่มกัดกินคุณ อีกทั้งยังมีเหล่าโจรที่ไม่สนว่าคุณจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่มาจากไหนหรือไม่ พวกเขาเพียงแค่เห็นนักเดินทางเร่ร่อนจนๆคนหนึ่งซึ่งอาจจะมีของดีติดตัวมาด้วย และคิดว่าอาจจะมีอะไรดีซ่อนอยู่ในกระเป๋าของเขา เช่นเดียวกับ Wit Stwosz ประติมากรชาว Polish ที่สร้างผลงานที่มีชื่อเสียงไว้ในเมือง Krakow และเสียชีวิตระหว่างการเดินทางไป Hamburg แล้วกระดูกของเขาอยู่ที่ไหนกัน? บางทีอาจจะอยู่ในหลุมของเหล่าขอทานและคนพิการก็ได้ แล้ว Mozart กับ Rembrandt ล่ะ?

.
– Saint Seraphim แห่ง Sarov ผู้ซึ่งละทิ้งทุกสิ่งและอยู่อาศัยในป่ารกร้าง ที่ซึ่งเขายืนอยู่บนก้อนหินเป็นเวลานับ 1000 วัน ทั้งเช้าและค่ำคืนประทังชีวิตโดยการกินเพียงหญ้า เกือบจะต้องมาตายเพราะถูกตีด้วยฝีมือของโจรบางกลุ่ม

.

ใช่ และเขาก็ไม่ได้คิดจะสู้กลับในระหว่างที่โดนตีด้วย

.

– ขณะที่ Seraphim กำลังถูกทำร้ายนั้น เขาก็มีขวานที่ใช้ตัดต้นไม้ติดตัวไปด้วย แต่เขากลับไม่ใช้มันปกป้องตัวเองถึงแม้เขาจะเป็นคนที่แข็งแรงมาก ที่ Diveyevsk Monastery ยังคงเก็บผ้าคลุมตัวผืนยักษ์ที่เขาใส่กับจอบที่หนักมากของเขาไว้ หลังจากที่เขาถูกทุบตีอย่างหนักพวกโจรก็ตีหัวเขาไปด้วยทำให้เขายิ่งเจ็บหนัก แต่เมื่อเหล่าโจรถูกจับตัวได้ Seraphim กลับให้อภัยและยังร้องขอเสรีภาพให้แก่เหล่าโจรนั้นอีกด้วย

.

นั่นก็นับว่าเป็น feat (an achievement that requires great courage, skill, or strength) หรืออาจจะไม่ใช่ feat แต่เส้นทางชีวิตแบบหนึ่ง เขาไม่ได้คิดที่จะเอาความดีความชอบ แต่มันเป็นการกระทำตามธรรมชาติของบุรุษบริสุทธิ์ Basho ก็เช่นกัน ไม่สามารถล่อลวงเขาได้ด้วยเงินทองหรือสถานะภาพทางสังคมหรือแม้กระทั่งด้วยคำพูด: “ทำไมคุณถึงยังเดินบนถนนด้วยผ้าคลุมเก่าๆตัวนั้นฝ่าทั้งฝนและหิมะไปได้?

Basho and Soro

.

คำพูดของเขาเดินทางไปอย่างไร้จุดหมายเช่นเดียวกับถนน บทกวีแต่ละบรรทัดคือผู้ส่งสารของเขา ตัวเขาเองซึ่งเดินเท้าเปล่า ไม่มีใครมีพลังพอจะทำให้เขาหยุดพัก หาบ้านอยู่ รื่นเริ่งข้างกองไฟและเขียนบทกวี Basho มุ่งแต่จะเดินและเดินไปบทเส้นทางต่างๆของเขา บางครั้งก็มีผู้มาช่วยเหลือขนของที่หนักบ้าง โดยปกติแล้ว Basho จะเดินทางเพียงลำพัง ภาระของเส้นทางทำให้เท้าที่บวมของเขาหนักขึ้นเรื่อยๆ มือของเขาเหมือนถูกแช่แข็ง เพราะสุดท้ายก็จะมีแต่คุณเท่านั้นที่รู้สึกได้ถึงภาระที่หนักอึ้งในชีวิตของคุณเอง คุณไม่สามารถสัมผัสถึงความเพลิดเพลินในการเดินได้ หากคุณส่งคนอื่นไปเดินแทน มันไม่ใช่เรื่องของเงิน คุณเองเท่านั้นที่จะต้องเอาชนะความลำบากเหล่านี้ด้วยพลังของคุณเอง รวมทั้งความเจ็บปวดที่เท้าของคุณ และก็จะไม่มีใครสามารถเอาสิ่งเหล่านี้ไปจากคุณได้ แต่ก็มีหลายๆครั้งที่ผู้คนสมัยใหม่แขวนตัวเองไว้กับทรัพย์สมบัติ ที่สุดท้ายจะแยกพวกเขาออกจากแก่นของชีวิต (the essence of life) และกัดกินทำลายพวกเขา ในที่สุดเขาก็จะสูญเสียทุกสิ่งแม้แต่ความรู้เพียงน้อยนิดเกี่ยวกับชีวิตหรือแม้กระทั่งความรู้สึกที่มีต่อเพื่อนมนุษย์คนอื่น

.

เมื่อไม่นานมานี้ฉันได้ดูสารคดีเกี่ยวกับที่พักอาศัยแห่งใหม่ใน Moscow ที่ชื่อ “Scarlet Sails” ฉันไม่คิดว่าคนที่ตั้งชื่อนี้มา (เป็นชื่อหนังสือของ Alexander Grin) จะตระหนักถึงราคาที่ Grin ต้องจ่ายเพื่อหนังสือหรอก! “ที่พักอาศัยแสนสบาย” ประกาศโฆษณากันอย่างตื่นเต้นราวกับว่าจะชักจูงเราให้เชื่อว่า ความสบายนั้นสามารถแลกซื้อได้โดยการตัดต้นไม้ ถมซีเมนต์ลงไปในแม่น้ำ สร้างพื้นที่สาธารณะแบบส่วนตัว และอื่นๆ
นักลงทุนพวกนี้จะซ่อนตัวเองภายใต้คำว่า “ความสะดวกสบายอย่างมีระดับ” และอย่างที่เขาพูดกันว่า ‘ดินแดนนี้มีทุกสิ่งที่มนุษย์ต้องการ’ ฉันอยากจะถามกลับไปจริงๆเลยว่า “รวมสุสานด้วยใช่มั้ย?” แต่แล้วในที่สุด อพาต์เมนต์นี้ก็เป็นสุสานด้วยตัวของมันเองอยู่แล้วเพราะมันแยกผู้คนออกจากการสร้างสรรค์ เป็นสถานที่ที่คร่าชีวิตนักกวี มีเพียงคอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับความสะดวกสบายอย่างมีระดับ ให้แม่น้ำเป็นของสำหรับชนบทเท่านั้น บางที ท้องฟ้าก็อาจจะถูกแบ่งเป็นสัดส่วนไปตามจำนวนเงินที่มีอยู่ในธนาคารของแต่ละคน คุณคิดว่าอย่างไรล่ะ? คุณคิดว่าผู้คนในดินแดนนี้อยากจะเข้าใจชีวิตของ Basho และบทกวีของเขามั้ย? ชีวิตที่ไร้ธรรมชาติแบบนี้จะนำไปสู่การขาดความเป็นอิสระและความคาดหวังที่เป็นไปไม่ได้อีกมากมาย ส่วนผลลัพธ์นะหรือ..ก็คือการขาดความตระหนักต่อสังคม นักกวีจะวิ่งหนีหาทางออก ไม่มีใครได้ยินเสียงต้นไม้ และมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ทุกวันนี้เรามักจะเห็นป่าไม้ในรูปแบบก้อนไม้สี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ใช้วัดยอดขาย ป่าไม้ต่างๆก็ล้วนแต่กลายเป็นที่ส่วนบุคคล อีกไม่นานเราก็คงต้องจ่ายค่าเข้าชมป่าถึงจะมีโอกาสได้เห็น และนักท่องเที่ยวเดินทางแบบอิสระก็จะถูกยิงตายหมด.

.

.

.

ตอนต่อไป : แต่นักกวีอย่าง Basho ก็เป็นที่ต้องการอยู่เสมอนะ!

.

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็รู้สึกถึง กรุงเทพ สำหรับเราเองมากเลย…
ป่าคอนกรีตที่เราเติบโตมาตั้งแต่เด็ก แต่นั่นไม่ใช่แค่ว่าเราเติบโตมายังไง เราเลือกจะมองโลกยังไงต่างหาก
บางครั้งเราก็รู้สึกว่า ดีจังที่ได้ไปเที่ยวป่าเมื่อช่วงวันหยุดยาวมาถึง แต่เราก็ต้องเร่งรีบกลับเข้าเมืองไปทำงานต่อ
แล้วระหว่างที่เราไปพักผ่อนนั้นเราได้ยินเสียงของต้นไม้จริงๆมั้ย เราเข้าใจเสียงน้ำ เสียงนกที่อยู่รอบตัวเราหรือเปล่า
หรือมันเป็นเหมือนการฟังเพลง ambient ที่มีอากาศเย็นเป็นองค์ประกอบเสริม?
หากเราได้เดินเข้าไปในป่าอีกครั้งหรือแค่ในสนามหญ้าหน้าบ้านก็ตาม เราจะตั้งใจฟังเสียงของพวกเขามากขึ้นนะ
การเดินก็ต้องไปเดินด้วยตัวเอง เหมือนที่ Basho ทำ
ตอนนี้ฉันพร้อมแค่ไหนที่จะเริ่มออกเดินไปในทางที่ไร้จุดหมาย คุณล่ะ…คิดจะทำยังไงกับชีวิตต่อไป?

.

.
บทสัมภาษณ์แปลมาถึง ¼ ของทั้งหมดแล้วค่ะ อีกไม่นานเราจะกลับมาลงบทสัมภาษณ์ต่อนะคะ สัญญาๆ

.

Reference:

http://www.pelleas.net/aniTOP/index.php/yuri_norstein_interview

3 thoughts on “Yuri Norstein’s intervew in Kino Art about ‘Winter Days’ – [part 1]

  1. การนำบทกวีมาทำอนิเมชั่น เป็นเรื่องยากจริงๆ ทั้งการแปลความหมายและการถ่ายทอด ยิ่งสั้นยิ่งยาก
    แต่นี่เป็นความทะเยอทะยานนี่น่ายกย่อง เพราะการตีความอย่างอิสระนี่แหละคือเสน่ห์

    เป็นบทความขนาดยาวที่แปลและเรียบเรียงได้ดีมาก ขอบคุณมากครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s